บัญชีทักษะแห่งชาติ (National Skill Passport) เปลี่ยนภาระเป็นพลัง สร้างความมั่งคั่งด้วยฝีมือ
- พรรคเศรษฐกิจ

- 3 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

“บัญชีทักษะแห่งชาติ (National Skill Passport) เปลี่ยนภาระเป็นพลัง สร้างความมั่งคั่งด้วยฝีมือ”
(Beyond Welfare: The Market-Driven Solution to Wage Stagnation)
ทางรอดที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ประเทศไทยติดหล่ม “กับดักรายได้ปานกลาง” มานาน การถกเถียงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำกลายเป็นวงจรความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด พรรคเศรษฐกิจ เข้าใจความกังวลของพี่น้องแรงงานที่กลัวถูกทิ้ง และผู้ประกอบการที่กลัวแบกต้นทุนไม่ไหว เราจึงเสนอทางออกที่ เราเชื่อว่า "คนไทยทุกคนมีของดีในตัว" รัฐมีหน้าที่เพียงแค่ช่วยขัดเกลาและยืนยันคุณค่านั้นออกมาผ่าน “บัญชีทักษะแห่งชาติ” เพื่อเปลี่ยนจากการรอคอยรัฐสวัสดิการ มาเป็นการกำหนดรายได้ด้วยฝีมือตนเอง

หลักคิด ทำไม “รัฐแห่งโอกาส” จึงดีกว่า “รัฐสวัสดิการ” ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคชี้ชัดว่า ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) จะแปรผันตรงกับ ผลิตภาพ (Productivity) เสมอ การใช้อำนาจรัฐบังคับขึ้นค่าแรงโดยที่ทักษะไม่เพิ่มขึ้น จะนำไปสู่เงินเฟ้อและการย้ายฐานการผลิตหนี แนวทางของเราคือ “Opportunity State” (รัฐแห่งโอกาส):
• ไม่ใช่การแจกเงิน: รัฐไม่ต้องเอาภาษีมาอุดหนุนค่าครองชีพ
• แต่คือการลงทุน: รัฐสร้าง “แพลตฟอร์ม” (Infrastructure) ที่ทำให้เอกชนและแรงงานพัฒนาตัวเองได้ง่ายที่สุด
• ผลลัพธ์: แรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น จะดึงดูดการลงทุน และดันค่าแรงขึ้นเองตามธรรมชาติ (Organic Growth)

1. “บัญชีทักษะ” หรือ “สมุดทรัพย์สินทางอาชีพ” ของคนไทยทุกคน โอกาสที่ "จับต้องได้" สำหรับทุกคน
หลายคนกังวลว่า "เป็นแค่คนตัวเล็กๆ จะได้ประโยชน์จริงไหม?" บัญชีทักษะไม่ได้มีไว้สำหรับคนจบสูงๆ เท่านั้น แต่มีไว้เพื่อ "การันตีรายได้" ให้คนทำงานทุกระดับ ผ่านการรับรอง 3 ส่วน:
1. Hard Skills: ประวัติการทำงาน, ใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน
2. Micro-Credentials: การรับรองทักษะระยะสั้นจากภาคเอกชนชั้นนำระดับโลก (เช่น Google, Microsoft, AWS) หรือสถาบันเฉพาะทาง
3. Future Skills: ทักษะที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจใหม่ เช่น AI, EV, Logistics
ตัวอย่างจริง: "คนธรรมดา" ชีวิตเปลี่ยนอย่างไร?
• กรณีที่ 1: พนักงานคลังสินค้า (วุฒิ ม.6)
o ปัญหาเดิม: เงินเดือนตันที่ค่าแรงขั้นต่ำ เพราะไม่มีปริญญา
o ทางออก: เข้าอบรมคอร์สสั้น "ระบบคลังสินค้าดิจิทัล" (รับรองโดย AWS/สมาคมโลจิสติกส์)
o ผลลัพธ์: เงินเดือนเพิ่มเป็น 18,000 บาท ทันที เพราะคุมระบบได้ ไม่ใช่แค่ยกของ
• กรณีที่ 2: ช่างไฟฟ้ารายวัน
o ปัญหาเดิม: โดนกดราคาเพราะนายจ้างไม่มั่นใจฝีมือ
o ทางออก: สอบผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงาน ระดับ 2 บันทึกลง Skill Passport
o ผลลัพธ์: รับงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้ค่าแรง วันละ 800-1,000 บาท (สูงกว่าขั้นต่ำ 2 เท่า)
2. พลิกโฉมโครงสร้างการพัฒนาคน: "เอกชนเป็นผู้ฝึก—รัฐเป็นผู้รับรอง" (Private-Led, Government-Certified)
จุดเด่นที่สุดของโมเดลนี้คือ “รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม” (Zero-Budget Impact) แต่ใช้มาตรการทางภาษีจูงใจให้เกิด “การลงทุนร่วม (Co-Investment)” จากภาคเอกชน ลดบทบาทรัฐจากการเป็น "ผู้จัดการฝึกอบรม" (ซึ่งล่าช้าและไม่ตรงความต้องการ) มาเป็น "ผู้กำกับมาตรฐาน" และปล่อยให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ขับเคลื่อน (Execution) โดยแบ่งบทบาทชัดเจนดังนี้:

2.1 ใครเป็นผู้ฝึก? (The Trainers) ภายใต้ระบบบัญชีทักษะ ผู้ทำหน้าที่ฝึกทักษะจะไม่ใช่ศูนย์ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เปิดกว้างให้แก่:
• สถานประกอบการ (In-House Training): นายจ้างจัดฝึกเองหรือสอนหน้างาน (On-the-Job Training) เพราะนายจ้างรู้ดีที่สุดว่าต้องการทักษะอะไรเพื่อเพิ่มกำไรให้บริษัท
• เจ้าของเทคโนโลยี (Vendor Certifications): การยอมรับใบรับรองจากเจ้าของแพลตฟอร์มระดับโลกโดยตรง เช่น Google, Microsoft, AWS หรือค่ายรถยนต์ EV เพื่อให้แรงงานไทยได้รับทักษะที่ทันสมัยที่สุดจากต้นน้ำ
• สถาบันฝึกอบรมมืออาชีพ (Professional Training Providers): สถาบันเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น โรงเรียนการเดินเรือ, สถาบันสอนภาษา, หรือศูนย์ฝึกเชื่อมใต้น้ำ
2.2 รัฐทำหน้าที่อะไร? (The Regulators & Facilitators) ภาครัฐจะปรับบทบาทมาทำหน้าที่สนับสนุนและรับรองมาตรฐาน ผ่าน 2 หน่วยงานหลัก:
• กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (DSD): ทำหน้าที่เป็น "ผู้รับรองสิทธิประโยชน์" (Benefit Certifier) ตรวจสอบหลักสูตรของเอกชนเพื่ออนุมัติสิทธิลดหย่อนภาษี และใช้ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน 77 จังหวัดเป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐาน (Test Centers)
• สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI): ทำหน้าที่เป็น "ผู้กำหนดเกณฑ์มาตรฐาน" (Standard Setter) เทียบเคียงใบรับรองจากภาคเอกชน (Micro-Credentials) เข้ากับคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ เพื่อให้แรงงานนำไปใช้อ้างอิงการปรับเงินเดือนหรือสมัครงานได้จริง
2.3 แรงจูงใจทางการคลัง (Financial Incentive) เพื่อให้ภาคเอกชนยอมลงทุน "จ่ายค่าฝึก" แทนรัฐ เราจะใช้กลไกภาษีตาม พ.ร.ฎ. 437 และประกาศกรมสรรพากรเต็มรูปแบบ:
• Tax Deduction 200-250%: บริษัทนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไปลดหย่อนภาษีได้ 2 ถึง 2.5 เท่า
• Supply Chain Upskilling: บริษัทใหญ่ที่ช่วยฝึกอบรมให้พนักงานของ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน
ผลลัพธ์คือ รัฐไม่ต้องตั้งงบประมาณก้อนโตเพื่อจ้างวิทยากร แต่ใช้งบประมาณทางภาษี (Tax Expenditure) เพื่อกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุนด้านทักษะจากภาคเอกชนที่มหาศาลกว่าและตรงจุดกว่า
3. พลิกโฉมงบประมาณ: "บูรณาการเงินกองทุนเดิม" (Existing Funds Integration)
เราจะไม่สร้างหนี้เพิ่ม แต่จะใช้ "เงินกองทุนที่มีอยู่แล้วมหาศาล" ในกระทรวงต่างๆ มาบูรณาการเพื่อคนทุกกลุ่ม:
3.1 สำหรับคนว่างงาน/จบใหม่: "กยศ. รูปแบบใหม่" (Reskill Fund)
• เปลี่ยนเงิน กยศ. ให้กู้สำหรับ "คอร์สระยะสั้นที่ตลาดต้องการ" (Short Course)
• เงื่อนไข: เรียนจบ-มีงานทำ-ค่อยผ่อนคืน (Learn First, Pay Later) เพื่อให้คนไม่มีทุนตั้งตัวได้
3.2 สำหรับทักษะขั้นสูงและชุมชน: "งบวิจัย อว." ปรับงบประมาณของ กระทรวง อว. โดยเฉพาะหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU):
o บพค. (PMU-B): เปลี่ยนทุนวิจัยบนหิ้ง มาเป็น "ทุนร่วมเอกชนสร้างคน High-Tech" (เช่น วิศวกร EV, AI, Semiconductor)
o บพท. (PMU-A): เปลี่ยนทุนวิจัยชุมชน มาเป็น "ทุนพัฒนาทักษะช่างชุมชน/เกษตรสมัยใหม่" เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพติดตัวจริงๆ
3.3 สำหรับกลุ่มเปราะบาง: "กองทุน พม. & สตรี"
• กองทุนคนพิการ (พม.): เปลี่ยนเงินสงเคราะห์ เป็น "ทุนนวัตกรรมอาชีพ" (เช่น ทุนเรียน Coding/Graphic) สำหรับคนพิการ
• กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี: หนุนทักษะ Digital Commerce ให้สตรีค้าขายออนไลน์ได้ทั่วโลก
4. การขยายฐานแรงงาน: เปลี่ยน "ภาระ" เป็น "พลัง" (Inclusive Productivity) ในยุคสังคมสูงวัย (Aging Society) ประเทศไทยไม่สามารถปล่อยให้ผู้สูงอายุและคนพิการเป็นเพียงผู้รอรับเบี้ยยังชีพ ซึ่งเป็นภาระทางการคลังที่หนักอึ้งและทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ "บัญชีทักษะ" จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการ "ขจัดอคติ" และดึงศักยภาพของคนกลุ่มนี้กลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ:
4.1 Silver Workforce: เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังเก๋า ผู้สูงอายุมี "Experience Capital" (ทุนทางประสบการณ์) ที่หาซื้อไม่ได้ ระบบบัญชีทักษะจะช่วยให้พวกเขาสามารถ:
• Reskill: เรียนรู้ทักษะดิจิทัลพื้นฐาน เพื่อผันตัวเป็นที่ปรึกษา, Mentor, หรือทำงานที่ไม่ต้องใช้แรงกายแต่ใช้สมอง ผ่านระบบออนไลน์
• Certified Value: นายจ้างจะจ้างงานจาก "ทักษะที่ปรากฏในบัญชี" ไม่ใช่จ้างจาก "อายุ" ทำให้พวกเขายังคงมีรายได้และเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อต่อไป
4.2 Borderless Talent: ทักษะชนะความพิการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ "ข้อจำกัดทางร่างกาย" ไม่ใช่อุปสรรคในการทำงานอีกต่อไป
• Skill Over Body: บัญชีทักษะจะทำหน้าที่ยืนยันความสามารถทางสติปัญญาและทักษะดิจิทัลของคนพิการ (เช่น การเขียนโค้ด, การแปลภาษา, งานกราฟิก, AI Training)
• Remote Economy: การทำงานผ่านแพลตฟอร์มทำให้คนพิการสามารถทำงานจากที่บ้านได้ โดยได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับคนปกติ เพราะวัดกันที่ "ผลงาน" (Output) ไม่ใช่สภาพร่างกาย
5. เชื่อมโยงกับตลาดงานจริง นโยบายนี้จะทรงพลังที่สุดเมื่อเชื่อมโยงกับเมกะโปรเจกต์โครงการรถไฟความเร็วสูงและโอเชี่ยนลิงค์ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่การฝึกแล้วตกงาน เพราะเรารองรับด้วยเมกะโปรเจกต์:

• สร้าง Demand: โครงการรถไฟความเร็วสูง, โอเชี่ยนลิงค์, และเมืองใหม่ จะสร้างความต้องการแรงงานทักษะสูง (วิศวกร, ช่างเทคนิค, นักโลจิสติกส์) นับแสนตำแหน่ง
• Sandbox Area: ใช้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โอเชี่ยนลิงค์ เป็นพื้นที่นำร่อง บังคับใช้ระบบ "ค่าแรงตามทักษะ" แทนค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการคุณภาพมากกว่าราคาถูก
• Ecosystem: เมื่อมีงานรองรับ โครงการรถไฟความเร็วสูง, โอเชี่ยนลิงค์ และมีคนเก่ง (จาก Skill Passport) เศรษฐกิจจะหมุนเวียนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินแจกจากรัฐ
บทสรุป
“บัญชีทักษะแห่งชาติ” คือคำตอบที่ชัดเจนของพรรคเศรษฐกิจว่า เราปฏิเสธนโยบายประชานิยมที่มอมเมาประชาชน และการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐที่มีอยู่แล้ว (กยศ., อว., พม., แรงงาน) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
เราเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่า ถ้าได้รับโอกาสและเครื่องมือที่ถูกต้อง คนไทยสามารถรวยได้ด้วยฝีมือตัวเอง
“เราไม่แจกเงิน แต่แจกโอกาสที่ทำให้คนไทยรวยได้ด้วยตัวเอง”
Skill (ทักษะ) → Productivity (ผลิตภาพ) → Wealth (ความมั่งคั่ง)
นี่คือการคืนศักดิ์ศรีให้แรงงานไทย และเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้จริงในเวทีโลกอย่างมีเกียรติภูมิ.
Written by Songsak Chatchoosakul
ผลิตสื่อโดยพรรคเศรษฐกิจ 226/1 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งชิ้นตามวันและเวลาที่ปรากฎ




ความคิดเห็น