โครงการ “โอเชี่ยนลิงค์” (OCL) นวัตกรรมวิศวกรรมทางน้ำและผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์มหาภาคต่อสังคมไทย
- พรรคเศรษฐกิจ

- 21 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
โครงการ “โอเชี่ยนลิงค์” (OCL) นวัตกรรมวิศวกรรมทางน้ำและผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์มหาภาคต่อสังคมไทย (Strategic Analysis of Thai Ocean Link: Nautical Engineering Innovation and Macroeconomic Impacts on Thai Society)



บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านโครงการ "Thai Ocean Link" (เชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน) ภายใต้วิสัยทัศน์ของ พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ โดยเสนอว่าทางรอดจากวิกฤตหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนรวมกว่า 55 ล้านล้านบาท ไม่ใช่การกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย "การเติบโตจากการลงทุน" (Investment Growth) ผ่านนวัตกรรมวิศวกรรมทางน้ำระบบปิดและการใช้ประโยชน์จากภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงาน การเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชากร และการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว
1. กับดักหนี้สินและพลวัตใหม่ของการพัฒนาประเทศ
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "ล้มละลายทางการคลัง" โดยมีหนี้สินรวม 3 ก้อนใหญ่ ได้แก่ หนี้สาธารณะ (12.6 ล้านล้านบาท), หนี้ครัวเรือน (16.4 ล้านล้านบาท) และหนี้ภาคธุรกิจ (25 ล้านล้านบาท) รวมมูลค่ากว่า 55 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายวันละกว่า 600 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 3.5 เท่าของ GDP พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านรายการ TNN ข่าวค่ำ ว่านโยบายการ "แจกเงิน" หรือมาตรการระยะสั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ได้ จำเป็นต้องมีการลงทุนในสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Assets) ที่โลกจำเป็นต้องพึ่งพา นั่นคือโครงการโอเชี่ยนลิงค์ หรือการเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ผ่านจังหวัดระนองและชุมพร
2. นวัตกรรมวิศวกรรมทางน้ำ: ความปลอดภัยต่อระบบนิเวศและชุมชน
ข้อกังวลหลักของประชาชนในอดีตต่อโครงการเชื่อมทะเลคือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคง (การแบ่งแยกแผ่นดิน) โครงการโอเชี่ยนลิงค์ จึงถูกออกแบบด้วยนวัตกรรมทางวิศวกรรมที่แตกต่างจากคลองขุดทั่วไป เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่
2.1 ระบบยกเรือข้ามภูเขา (Hydraulic Lift Lock System) โครงการนี้ไม่ได้ใช้วิธีการขุดเจาะภูเขาให้ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลตลอดแนว ซึ่งเสี่ยงต่อการพังทลายของดิน แต่ใช้เทคโนโลยีคล้ายคลึงกับ "คลองปานามา เฟส 2" คือการสร้างรางน้ำระบบปิดและใช้ระบบ Chamber (ห้องพักน้ำ) ยกเรือขึ้นสู่ระดับความสูงและลดระดับลงเมื่อข้ามผ่านสันเขา วิธีการนี้ช่วยลดผลกระทบต่อหน้าดินและภูมิประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
2.2 ระบบป้องกันน้ำเค็ม (Seawater Ecosystem Reversed System) เอกสารทางเทคนิคระบุถึงการใช้ระบบ "Buffer Zone" หรือแนวกันชนน้ำจืด กั้นระหว่างโครงสร้างคลองกับพื้นที่เกษตรกรรม นวัตกรรมนี้เป็นหลักประกันสำคัญว่า เกษตรกรในพื้นที่ (สวนทุเรียน, ปาล์ม, ยางพารา) จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่ หรือดินเค็ม ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนกังวลที่สุด
2.3 ความมั่นคงและอธิปไตย ระบบการเดินเรือถูกออกแบบให้ใช้ "หัวรถจักรไฟฟ้า" ลากจูงเรือตลอดเส้นทาง (เรือไม่สามารถเดินเครื่องเองได้) มาตรการนี้ทำให้รัฐไทยสามารถควบคุมความปลอดภัยได้ 100% ป้องกันข้อครหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดน และสร้างความมั่นใจในด้านความมั่นคงของชาติ
3. ผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ จาก "ทางผ่าน" สู่ "แหล่งรายได้" ของประชาชน การเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์โลก จะส่งผลโดยตรงต่อปากท้องของประชาชนใน 3 มิติหลัก
3.1 การยกระดับรายได้และพ้นจากความยากจน การวิเคราะห์ระบุว่า หากโครงการนี้และโครงการรถไฟความเร็วสูงสำเร็จ จะสามารถผลักดันให้รายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per Capita) เพิ่มขึ้นจาก 7,000 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 20,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี (เพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สหประชาชาติ (UN) กำหนดว่าเป็นการพ้นจาก "กับดักรายได้ปานกลาง" และความยากจนอย่างถาวร
3.2 การจ้างงานและการหมุนเวียนของเม็ดเงิน ในระยะก่อสร้าง จะเกิดการจ้างงานมหาศาลสำหรับแรงงานไทย ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ รวมถึงการใช้วัสดุก่อสร้างภายในประเทศ (อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก) ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นทันที ในระยะยาว คาดว่าจะสร้างงานใหม่กว่า 1.4 ล้านตำแหน่ง ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ท่าเรือ คลังสินค้า และนิคมอุตสาหกรรม
3.3 การสร้าง "ทุนมนุษย์" ผ่านสถาบันโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับประโยชน์จากการจ้างงานทักษะสูง รัฐบาลจะจัดตั้ง "สถาบันโลจิสติกส์แห่งชาติ (NLI)" เพื่อผลิตบุคลากรป้อนสู่อาชีพใหม่กว่า 50 ประเภท เช่น กลุ่มวิศวกรรมทางน้ำ: ช่างรางทะเล (Marine Rail Engineer), วิศวกรระบบยกเรือ, กลุ่มโลจิสติกส์: นักบินโดรนขนส่งสินค้า (Cargo Drone Operator), ผู้จัดการท่าเรือบก, กลุ่มบริการ: เชฟอาหารพื้นถิ่นบนเรือสำราญ, มัคคุเทศก์ท้องถิ่น นี่คือการสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่เยาวชนไทย
4. ธรรมาภิบาลการลงทุน รูปแบบ G2G และมาตรการปราบปรามคอร์รัปชัน ความสำเร็จของโครงการขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับความโปร่งใส พล.อ. รังษี ได้วางกรอบธรรมาภิบาลที่เข้มงวดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน:
4.1 การแบ่งปันผลกำไร (Profit Sharing) ไม่ใช่สัมปทาน รูปแบบการลงทุนจะเป็นความร่วมมือรัฐต่อรัฐ (G2G) ระหว่างไทยและจีน ในลักษณะ "แบ่งปันผลกำไร" โมเดลนี้ต่างจากการให้สัมปทานแบบเดิมที่เอกชนผูกขาดรายได้ แต่เป็นการประกันว่ารายได้จากการเก็บค่าผ่านทางและบริการท่าเรือจะกลับเข้าสู่รัฐเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ
4.2 มาตรการ Zero Tolerance ต่อการทุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ จะมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มบทลงโทษคดีทุจริต (คอร์รัปชัน) และความผิดมาตรา 157 ให้มีโทษสูงสุดคือ "ประหารชีวิต" โดยไม่มีการลดโทษมาตรการขั้นเด็ดขาดนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดต้นทุนแฝง (เงินทอน/ใต้โต๊ะ) ซึ่งจะทำให้งบประมาณถูกใช้เพื่อการก่อสร้างและการจ้างงานประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
5. โครงการ Thai Ocean Link ตามแนวทางของ พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ มิใช่เพียงโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น "ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ" (National Restructuring Strategy) ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนสถานะของประเทศ จากผู้แบกรับหนี้สินมาเป็นผู้ให้บริการเส้นทางเดินเรือโลก
ผ่าน 1) ความปลอดภัยทางนิเวศวิทยาที่ไม่กระทบเกษตรกร 2) การสร้างงานและอาชีพทักษะสูงจำนวนมหาศาล และ 3) การเพิ่มรายได้ต่อหัวประชากรอย่างก้าวกระโดด ภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสและเด็ดขาดต่อการทุจริต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยออกจากวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
Written by Songsak Chatchoosakul




ความคิดเห็น